<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>









=: โลกใบใหม่ภายใต้ยาเม็ดสีแดง :=


20 กรกฎาคม 2551

วันอาทิตย์ ...คิดจนปวดหัว

..

น้อยคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปีจะไม่รู้จัก คีอานู รีฟ ดาราหนุ่มฮอลลีวู้ดสุดหล่อ ในบทบาท “นีโอ” ในภาพยนตร์ไซไฟชื่อดัง “The Matrix”

ในภาพยนตร์นั้น หลังจากหลบหลีกเหล่าร้ายได้อย่างหวุดหวิด นีโอถูกยื่นข้อเสนอระหว่างยาเม็ดสีน้ำเงินที่จะทำให้เขาลืมเรื่องราวผจญภัยทุกอย่างและตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับยาเม็ดสีแดงที่จะนำเขาเข้าสู่ The Matrix โลกใบใหม่ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน และแน่นอนว่าเขาเลือกจะกลืนกินยาเม็ดสีแดงที่จะนำเขาและผู้ชมเข้าสู่โลก Matrix ที่แสนลึกลับ

หากเปรียบเหตุการณ์ในตลาดเงินทุนโลกในช่วงเดือนมกราคมแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การที่ เบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เลือกที่จะลดดอกเบี้ยช็อกโลกถึงร้อยละ 1.25 ภายในเดือนเดียวนั้น ไม่ต่างอะไรกับการที่นีโอหยิบยาเม็ดสีแดงเข้าปาก

ในมือข้างหนึ่ง เบอร์นันเก้เผชิญความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ ธัญพืช และสินค้านำเข้าที่แพงขึ้นเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลง ถ้าหากเบอร์นันเก้เลือกหยิบยาเม็ดสีน้ำเงิน โดยค่อย ๆ ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ แทนที่จะลดลงอย่างรุนแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ได้ทำไปแล้วนั้น สถานการณ์ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม

แต่ในมืออีกข้างหนึ่ง เบอร์นันเก้ยังถือความจริงที่ว่า สหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง โดยมีหลักฐานจากเครื่องชี้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิต ภาคการจ้างงาน ภาคการจับจ่าย ภาคการลงทุน และอื่น ๆ โดยเครื่องชี้บางตัวโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจตกต่ำรุนแรงสุดในรอบ 20 ปีเลยก็เป็นได้

เป็นความจริงว่า ก่อนจะครองตำแหน่งประธาน Fed อันเป็นตำแหน่งที่มีอานุภาพที่สุดในโลกการเงินนั้น เบอร์นันเก้ เคยเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเศรษฐกิจมหภาคเป็นอย่างยิ่ง

โดยเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษได้แก่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐในยุค ค.ศ.1930 (พ.ศ. 2473) อันเป็นช่วงที่สหรัฐเผชิญ “มหาวิกฤติเศรษฐกิจ” (The Great Depression) ที่เริ่มจากการแตกของฟองสบู่ตลาดหุ้น Wall Street ก่อนที่จะลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจจริงจนทำให้ GDP หดตัวถึงร้อยละ 30 และลุกลามข้ามทวีปไปทุกประเทศรวมทั้งไทย (อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) ในที่สุด

สาเหตุหนึ่งที่สถานการณ์ครั้งนั้นรุนแรงเนื่องจากทั้ง Fed และรัฐบาลสหรัฐในยุคนั้นมิได้ทำนโยบายเศรษฐกิจผ่อนคลายอย่างทันท่วงที เนื่องจากคิดว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นสิ่ง “จำเป็น” เพื่อให้เศรษฐกิจฟองสบู่ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล แต่ทางการยุคนั้นอาจลืมคำนึงถึงปัจจัยทางจิตวิทยา โดยเฉพาะการตื่นตระหนก (Panic) ที่มักจะทำให้การปรับตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะรุนแรงเกินคาด (Overshoot) ก่อนจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลเสมอ

จากความจริงดังกล่าว ประกอบกับบทเรียนที่เขาได้รับจากความผิดพลาดของ อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธาน Fed คนก่อน ที่ปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2544 เพื่อหยุดยั้งภาวะฟองสบู่ดอทคอมแตก แต่ทำให้เกิดฟองสบู่ Sub-Prime ขึ้นแทน รวมถึงจากงานวิจัยของ เฟรด มิชกิน (Fred Mishkin) เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์มหภาคชื่อดัง ที่กล่าวว่าหาก Fed ลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในลักษณะ Short, Sharp, Shock แล้วนั้น จะทำให้การตกต่ำภาคอสังหาฯ ไม่ลุกลามรุนแรงสู่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้เบอร์นันเก้เลือกหยิบยาเม็ดสีแดง โดยปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรง แทนที่จะหยิบยาเม็ดสีน้ำเงินหรือค่อย ๆ ปรับดอกเบี้ยลงอย่างที่ตลาดคาด

นอกจากนั้น เบอร์นันเก้รู้ดีว่า นโยบายการเงินเพียงนโยบายเดียวในปัจจุบัน ไม่สามารถฉุดสหรัฐให้พ้นจากหล่มวิกฤติเศรษฐกิจได้ เนื่องจากต้นทุนการเงินที่ถูกลงอาจยังไม่สามารถทดแทนภาวะตกต่ำของราคาสินทรัพย์อันเกิดจากปัญหา Sub-Prime ได้ ดังนั้นเขาจึงสนับสนุนเต็มที่เมื่อรัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังว่าการกระตุ้นอย่างรุนแรงผ่านทั้ง นโยบายการเงินและการคลัง จะช่วยฉุดรั้งสหรัฐให้พ้นจากหล่มเศรษฐกิจได้

 แต่กระนั้นก็ตาม ในการเลือกหยิบยาเม็ดสีแดงนั้น เบอร์นันเก้รู้ดีว่านอกจากสหรัฐจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อในอนาคตแล้วนั้น เขายังทำให้ Fed สูญเสียความน่าเชื่อถือที่เคยสั่งสมมา ตั้งแต่สมัยประธานฯ พอล โวคเกอร์ (Paul Volker) ในฐานะนักปราบเงินเฟ้อตัวยง

โดยประชาชนจะคิดว่าหากเศรษฐกิจและ/หรือตลาดการเงินมีแนวโน้มจะตกต่ำลงแล้ว Fed จะพร้อมลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น แต่จะไม่กระทำการใด ๆ หากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี (หรือที่เรียกว่า Bernanke Put ที่ล้อเลียนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่จะจำกัดความสูญเสียแต่ไม่จำกัดผลกำไร) ดังนั้น หากเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตต่าง ๆ (Cost-push Inflation) เริ่มมีสัญญาณเกินควบคุมแล้วนั้น ประชาชนจะเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้เงินเฟ้อยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ (หรือที่เรียกว่า Inflationary Expectation)

 ฉะนั้น ไม่ว่ายาเม็ดสีแดงที่เบอร์นันเก้เลือกนั้นจะสามารถรักษาเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งหยุดยั้งการตกต่ำของเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ แต่สิ่งที่สามารถมั่นใจได้คือ เศรษฐกิจการเงินโลกได้เข้าสู่โฉมหน้าใหม่ ที่วายร้ายอย่างเงินเฟ้ออาจเริ่มกลับฟื้นคืนชีพแล้ว

...

 โลกใบใหม่ภายใต้ยาเม็ดสีแดง

..





:: Three 6 Mafia - - Lolli Lolli ::


Note To Self (by Immanuel Kant) :: Science is organized knowledge. Wisdom is organized life.


:: 44944 ::
Posted on Mon 21 Jul 2008 10:28

Comment
การเมืองไทยตอนนี้เศร๊าเศร้าล่ะค่ะพี่แพร์รี่

คิดถึงนะคะ
อุ๋ย   
Thu 16 Oct 2008 10:51 [3]

สวัสดีค่ะ...ไม่ได้ติดตามอ่านไดฯ นี้นานมากๆ เลย สงสัยคงจำจอยไม่ได้แล้วมั้งคะ จอยเคยอัพไดฯ ไว้ช่วงก่อนแล้วก็หายไปนานเลย จนตอนนี้กลับมาอัพใหม่แล้วค่ะ เลยแวะมาทักทายค่ะ

+++ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ +++

ไดฯ นี้ล่ะค่ะ http://joynaya.diaryclub.com
แต่ตอนนี้เปลี่ยนแล้วค่ะ

joyzitar.diaryclub.com   
Tue 14 Oct 2008 19:46 [2]

อ๊ะ อัพแล้วเหรอคะพี่แพร์รี่ คิดถึงเหมือนเดิมน้า ดีใจๆๆ

พรุ่งนี้ (จริงๆ ตอนนี้) ก็วันอาทิตย์อีกแล้ว ไม่รู้ว่าอุ๋ยจะคิดจนปวดหัวด้วยรึเปล่า เฮ้อ
อุ๋ย   
Sun 27 Jul 2008 1:10 [1]


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง